แบกลูก 1 ขวบ 5 เดือน เที่ยวสิงคโปร์ EP1



สวัสดีค่ะ วันนี้มีเวลาเลยอยากแบ่งปันประสบการณ์พาลูกเที่ยวสิงคโปร์ให้สำหรับพ่อ แม่ ที่ยังลังเลว่าลูกจะไปได้มั้ย จะไหวมั้ย ขึ้นเครื่องบินจะร้องไห้งอแงรบกวนคนอื่นรึเปล่า  ซึ่งแน่นอนอาจมีคนที่คิดว่าลูกยังเล็กจะพาไปทำไม ลูกไม่รู้เรื่องหรอก เหนื่อยป่าว สงสารเด็ก พ่อแม่อยากเที่ยวน่ะสิเลยหอบลูกไปให้ลำบาก  แต่ก็มีอีกบางคนคิดว่าพาไปได้ไม่มีปัญหาแค่เตรียมตัวให้พร้อม เราเข้าใจหัวอกพ่อแม่ ที่อยากไปเที่ยวบ้าง เพราะตั้งแต่ท้องเราเองก็ไม่ได้ไปไหนไกลเลย เป็นเวลากว่า 2 ปีเกือบ 3 ปี ไกลสุดก็หัวหิน และไปแค่ครั้งเดียวตอนลูกครบขวบ  ก่อนไปเราก็หาข้อมูล รีวิวประสบการณ์คนอื่นพอประมาณ แต่เราว่ายังมีน้อยไปหน่อย คืออยากอ่านประสบการณ์ของแต่ละคนให้มากกว่านี้ เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันนิหน่า ไปเจอคอมเม้นเรื่องรำคาญที่เอาเด็กเล็กขึ้นเครื่องแล้วร้องไห้รบกวนผู้โดยสารท่านอื่น เรายิ่งกลัวว่าจะโดนแบบนั้น คิดแล้วคิดอีกว่าทำไงดี เอาไงดี ไปไม่ไปดี มีคอมเม้นนึ่งบอกว่าทำไมไม่รอให้ลูก 5-6 ขวบ ค่อยไป เอ่ออออคือ..... มันนานมากเลยนะ เลี้ยงลูกอยู่บ้านไม่ใช่ไม่เครียดไม่เหนื่อย ขอไปเที่ยวบ้างไม่ได้เลยหรออออ
( รีวิวเราไม่ได้เน้นรูปสวยและสถานที่ท่องเที่ยวเท่าไรค่ะนะ เราเน้นเรื่องพาลูกเล็กๆเที่ยวมันเป็นยังไง)

ปรึกษากับสามีว่าเอาไง คือสามีต้องไปทริปกับบริษัท 2 คืน 3 วัน แล้วทางบริษัทใจดีอนุญาติให้พาครอบครัวไปด้วยได้เค้าก็อยากให้เรากับลูกได้ไปด้วย สามีเลยปรึกษาทางหัวหน้าเค้าก็บอกว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร มีแต่คนกันเอง...(คนกันเองเราก็เกรงใจนะถ้าลูกเรางอแงรบกวนคนอื่น) จนวันที่ใกล้เดินทางเข้ามายังตัดสินใจไม่ได้อีก เราก็ยังไม่แน่ใจแต่พาลูกไปทำพาสปอร์ตไว้ก่อนแล้วเอาไงต่อค่อยว่ากัน
จน 1 เดือนก่อนไปเค้าต้องคอนเฟริมทางทัวร์ที่บริษัทดิวไว้ให้เรารีบให้คำตอบ สามีอยากให้ไปเลยตอบหัวหน้าว่าไปไว้ก่อน ส่วนเราเอาไงเอากันว่ะ เตรียมตัวให้ดีที่สุดละกัน จะได้รู้ไปเลยว่าลูกขึ้นเครื่องพอไหวมั้ยเดี๋ยวถ้าไปไหนไกลกว่าสิงคโปร์จะได้รู้วิธีจัดการลูกสาว ถ้าไม่เวิร์คก็รออีก 3 ปี ค่อยไป จากนั้นจึงเริ่มหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการเตรียมลูกขึ้นเครื่องบิน เทคนิคไม่ให้ลูกงอแง 

เวลาผ่านไปจนอาทิตย์สุดท้ายก่อนไป ลูกสาวดันเกิดไม่สบายค่ะ คือเราจะไปวันที่ 17 ตค แต่ลูกเริ่มตัวอุ่นๆ รุมๆ วันที่ 10 ตค วัดไข้ได้ 37 เลยยังไม่ไป รพ ต่อมาตัวร้อนไข้ขึ้นเย็นวันที่ 11 วัดไข้ได้ 38.5 เราพาลูกไปหาหมอเย็นวันที่ 11 พอไปถึง รพ ไข้ลูกขึ้นถึง 39.8 หมอบอกว่ากลัวว่าจะเป็นไข้เลือดออก ให้รออีก 2 วัน ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้กลับมาตรวจหาเชื้อเพราะถ้าตรวจวันนั้นเลยจะยังไม่ทราบ ถ้าเป็นไข้เลือดออกต้องรอมันเพาะเชื้ออีก 2 วัน (หมอคนนี้ไม่ได้เป็นหมอประจำลูกเราเหมือนหมอพิเศษมาจากที่อื่น)  หมอให้ยาลดไข้ ยาฆ่าเชื้อ และยาแก้หวัด มาทาน กลับมายังมีไข้เราคอยเช็ดตัวลูกตลอดทั้งคืนแทบไม่ได้นอน ลูกก็ร้องงอแงคงเพราะไม่สบายตัว และเค้าคงหนาวเวลาเราเช็ดตัวให้ แต่ไข้ก็เริ่มลงมาหน่อย คงที่อยู่ที่ประมาณ 38 - 38.5 จนเช้าวันที่ 12 ก็ยังเช็ดตัว กินยา ตามหมอสั่ง ไข้เริ่มลดลงบ้างวัดได้ 37 - 37.5 พอเย็นไข้ลงมาที่ 37 เรายังคอยเช็ดตัวลูกเรื่อยๆ จนวันที่ 13 เราไปหาหมออีกครั้ง เพราะหมอประจำลูกสาวเข้าเวรวันนี้ ไปถึง รพ ไม่มีไข้ วัดได้ 36.8 พอเจอคุณหมอ ให้อ้าปากดูเท่านั้นแหละหมอบอกเป็นมือเท้าปาก เพราะหมอเห็นมีแผลที่ปาก ตรงข้างในแถวโคนลิ้น มีแผลเท่าที่เห็นหมอบอก 4 จุด เราก็มายยย
ก็อดลูกสาวเป็นมือเท้าปากหรอกเนียะ  ตอนนั้นคิดว่าแผนการเที่ยวคงจบลงแน่ๆๆ แต่หมอบอกว่าวันนี้ไม่มีไข้แล้วอาการน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ เหลือแต่แผลที่ปากกินยาฆ่าเชื้อให้ครบโด้ด เราเลยลองถามหมอว่าเรามีแผนจะไปสิงคโปร์ 2-3 วัน พอจะไปได้มั้ยลูกมาเป็นแบบนี้ หมอบอกว่าน่าจะได้นะค่ะเพราะไม่มีไข้แล้ว เหลือแต่แผลที่ปาก เอาอย่างงี้วันที่ 15 ให้มาหาหมออีกที

หลังจากกลับมาเราก็เอายาป้ายคอตรากาไก่ คอยกวาดคอให้ลูกด้วย ผสมกับกินยาที่หมอให้ วันนี้ลูกไข้ไม่ขึ้นแล้วแต่คล่ำตัวก็ยังอุ่นๆนะ แต่ลูกก็ร่าเริงขึ้น ซนเหมือนเดิม เราไปตามนัดอีกครั้งวันที่ 15 ลูกอาการดีขึ้น ไม่มีไข้ หมอบอกว่าแผลในปากดีขึ้นแล้ว เราก็โล่งใจ หมอบอกว่าน่าจะไปได้ไม่มีปัญหาบอกว่าไปแค่ 2-3 วันเอง เราเลยปรึกษาหมอเรื่องการกินยาแก้เมา เพราะกลัวเค้าเวียนหัวเพราะไม่เคยขึ้นเครื่อง หมอก็จัดให้มา ให้กินก่อนขึ้นเครื่อง ครึ่ง ชม เราก็ถามย้ำคุณหมออีกทีว่ายาไม่เป็นอันตรายใช้มั้ย...ฮ่าๆ


เกริ่นเรื่องมากเยอะเหมือนระบายอะไรเลยเนอะ....เปล่าน้าเค้าแค่อยากเล่าละเอียดว่าก่อนไปรู้สึกไง

เรากลับมาจัดของเตรียมเดินทางของลูกที่เราเตรียมไปมีดังนี้ค่ะ

1.กาต้มน้ำร้อน คือเราไม่แน่ใจว่าที่ รร จะมีให้มั้ย 
2.นมผง กับขวดนมลูกเราเอาไป 6 ขวด 
3.กระบอกใส่น้ำร้อน และกระบอกใส่น้ำเย็น (สำหรับชงนม) 
4.เสื้อผ้าที่สิงคโปร์อากาศไม่ได้หนาวอะไรเอาชุดที่ใส่สบายๆไป แต่ชุดนอนก็แขนยาว ขายาว เพราะนอนห้องแอร์ อย่าลืมหมวกกันแดดนะค่ะ 
5.หมอนหนุน และหมอนกอดประจำตัวเค้า ของเด็กใบไม่ใหญ่ก็ยัดๆไปค่ะ จะได้นอนง่ายๆ
6.ลืมไม่ได้ยาประจำตัวเค้า และเสริมด้วยยาลดไข้ ยาแก้เมาที่หมอให้ ยาขับลมแก้ปวดท้อง ยาแก้หวัดแก้ไอ และน้ำเกลือล้างจมูกเค้าค่ะ
7.อุปกรณ์อาบน้ำเค้าค่ะ พวกครีมอาบน้ำ ยาสีฟัน ครีมทาจิมิและแป้งเด็กเพราะเค้าต้องใส่แพมตลอด สงสารเค้าเลยพกไปกันผดผื่นขึ้นค่ะ คัตตอลบัท สำสี 
8.ของเล่นที่เค้าไม่เคยเห็นค่ะประมาณ 4-5 ชิ้นเล็กๆ เอาไว้หลอกล่อให้เค้าเล่นบนเครื่อง ชิ้นเล็กๆ ง่ายๆค่ะ



9.อุปกรณ์ล้างขวดนมค่ะ แปรง+น้ำยา (จุดนี้ถ้าลูกยังทานนมแม่นี่สบายเลย ไม่ต้องพกอะไร)
10.รถเข็นเด็ก เราเอาขึ้นเครื่องไปด้วยเลย สบายตอนขึ้นลำบากตอนลงเพราะต้องเดินหาว่า จนท เค้าเอาโหลดลงมาแล้วไว้ไหน ขาไปเค้าเอาพิ่งกำแพงแถวๆที่รับกระเป๋าเดินหาตั้งนาน ขากลับมากับสายพานที่รับกระเป๋าแต่มาหลังสุดต้องยื่นรอจนกว่ากระเป๋าผู้โดยสารจะหมด
11.แพมเพิสเรากะเอาแบบเกินๆ วันละ 6-7 ผื่น  กระดาษเช็ดก้นแบบเปียก และทิชชู
12.พกผ้าอ้อมเผื่อไว้เช็ด ประมาณวันละ 3 ผื่น
13.เราเอากระบอกเก็บความร้อนใส่อาหารเล็กๆไปด้วยค่ะ ช้อนคันเล็กๆด้วยค่ะ
14.กลัวลูกกินอาหารเค้าไม่ได้ เราพกโจ๊กซอง+อาหารเสริมเด็กที่เป็นเหมือนโจ๊กไปด้วย (กลัวว่ากินแต่โจ๊กซองแล้วจะได้แต่ผงชูรส จะกินอาหารเสริมอย่างเดียวลูกก็ไม่กินเพราะมันจืด) เราผสมกันใส่ปริมาณอาหารเสริมเยอะกว่าหน่อยค่ะ 

จำได้ก็เท่านี้ค่ะที่เราเอาไปเยอะเนอะ..สำหรับแม่ลูกอ่อน
วันไปเรามีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 1 ใบ ของลูก เล็ก 1 ใบ ของเรากับสามี รถเข็นเด็ก
เรามีเป้ใบเล็กๆ อีกคนละใบค่ะไม่ได้โหลดสะพายขึ้นเครื่องเลยเอาไว้ใส่พวกน้ำชงนม ขวดนมที่ใส่นมผงลงไปแล้ว กะไว้เกินๆ ว่าประมาณ 3 ขวด เพราะอยู่บนเครื่อง 2 ชม ของเล่นลูกที่เตรียมไว้ แพมเพิส 3 ผื่น ผ้าอ้อม 2 ผื่น กระดาษเปียก 1 ห่อเล็กๆ เสื้อผ้า 1 ชุด เพื่อมีเหตุต้องเปลี่ยน 
ว่าถึงเรื่องเอาน้ำขึ้นเครื่อง ตอนแรกเราก็กลัวว่าเค้าจะไม่ให้เอาขึ้นจะให้ไปขอแอร์บนเครื่อง ลองแบกเข้าไปดูก็ เค้าก็บอกว่าหนักจัง เราก็บอกว่ามีน้ำไว้ชงนมน้อง เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไรน่ะค่ะ คงเห็นว่ามีเด็ก เรามีน้ำร้อน ครึ่งกระบอก น้ำเย็น ครึ่งกระบอกค่ะ 

เราขึ้นเครื่องที่ดอนเมืองค่ะ ผ่านการเช็คอิน โหลดกระเป๋า ผ่าน ตม ไทย ไปเข้าเกท เราให้ลูกทานยาแก้เมาไว้ ยังมีพอมีเวลาแวะดิวตี้ฟรี ได้ของมาพอประมาณ ได้ส่วนลด 20% จาก Voucher และเพิ่มอีกจากสมาชิก แต่มีบางชิ้นลดไม่ได้นะค่ะ จำได้ว่า lancome ใช้ voucher ได้แค่ 5%

พอถึงเวลาขึ้นเครื่องเวลาแห่งความกังวลก็เกิดขึ้น นั้นคือลูกสาวจะงอแงมั้ย จะปวดหูมั้ย เราไม่ได้ที่นั่งติดหน้าต่างลูกสาวนั่งตักคุณพ่อที่นั่งตรงกลาง ส่วนเรานั่งริมทางเดิน พอขึ้นไปลูกหิวนมพอดีเพราะเราไม่ได้ให้กินนมตั้งแต่มาถึง กะเวลาไว้ให้หิวตอนเครื่องขึ้นเธอก็หิวตอนนั้นพอดี๊ พอดี ระหว่างรอแอร์สาธิตนู้นนี่ เช็คจำนวนผู้โดยสาร ลูกสาวเหมือนจะหิวทนไม่ไหวมีงอแง ส่งเสียงเหมือนกันเราก็เลยให้ดูดก่อน พอดูดไปได้สักพักก็ดึงออก รอเวลาให้เครื่องขึ้น จนถึงเวลาเครื่องขึ้นค่อยๆไต่ระดับการบิน ช่วงนั้นเราเริ่มมีหู
อื่อบ้าง เลยคิดว่าลูกสาวคงเป็นเหมือนกัน เห็นเค้าก็เอามือมาแหย่ๆเกาๆที่หูเหมือนคงรู้สึกอะไรสักอย่าง เราก็ร้องเพลงกล่อมเบาๆระหว่างเค้าดูดนม  "Twinkle Twinkle little star How I wonder what you are..bra bra, A B C D E F G bra bra, The itsy-bitsy spider climbed up the water spout bra bra..... "คือมีเพลงอะไรอยู่ในกุสมองก็งัดออกมาร้องให้หมด จนกะทั้งได้ผลลูกสาวหลับจนได้ คงเพราะได้เวลาง่วงแต่และฤทธิ์ยาแก้เมาเลยหลับ 


ตอนกำลังเครื่องลงจอดลูกสาวตื่นพอดี เริ่มงอแงเพราะเพิ่งตื่นนอน มีเอาะแอะเหมือนกัน เราก็เริ่มงัดกลยุทธ ชี้ให้ดูโน่นนี่ เค้าก็ยอมบ้าง ไม่ยอมบ้าง แต่ไม่ได้เสียงดังมาก จนเครื่องลงจอด เราออกมาจากเครื่อง เดินมาที่เกท แวะเข้าห้องน้ำห้องท่า และขึ้นรถไฟไปอีกอาคาร เพื่อไปหา ตม และเอากระเป๋า ตอนนั้นออกจากเครื่องลูกไม่งอแงแล้ว เริ่มเดินเล่นเราก็โล่งใจ..



นั่งรถไฟมา 1 สถานี ก็ลงมาหา ตม มีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย กับ ตม ด้วย ไม่คิดว่าจะโดนอะไร ซึ่งคนอื่นๆก็ผ่านโดยง่ายกันหมดไม่ถามอะไร ปั้มปึ้ง ปั้มปึ้ง มาถึงคิวเรายื่นพาส มองหน้าเรา 2 วิ ก้มดูพาส สแกนเข้าเครื่องมองแล้วมองอีก ดูแล้วดูอีก พลิกแล้วพลิกอีก หันมามองหน้าเรา แล้วมองที่คอม มองที่พาส อยู่อย่างงี้ประมาณ 3-4 นาที แล้วก็ส่ายหัว แล้วก็เริ่มให้เราเปิดผมขอดูหู พอดูหูแล้วก็หยักหน้า แต่คิ้วขมัว และก็ขอดูตั๋วเครื่องบินขากลับ เราก็โอ้ยตาย...เอกสารไฟท์ลืมอยู่ในเป้ของแฟน ซึ่งแฟนอยู่หน้าเราอุ้มลูกไปด้วยพอตรวจเสร็จชีเดินอ้าวไปเอากระเป๋าเลย เราก็เหวอแดก ทำไงล่ะ พอดี๊ พอดี พี่ไกด์เดินมา เราเลยเรียกและขอดู ไกด์มีหันมาดุเราว่าอ้าวให้เอกสารไปแล้วไม่ใช่หรอ แง่วววว.....   ไกด์ก็เอาให้ ตม ดู สุดท้าย ตม คงเห็นว่าเรามากับทัวร์และมีจองไฟท์กลับ ฮีก็เลยยอมปั้มให้ เสียเวลาอยู่ประมาณ 10 กว่านาที เฮ้ออออ... อายเค้าเหมือนกันคนอื่นไม่เห็นโดนไร  แต่ยังดีนะไม่โดนเข้าห้องเย็น 

เราเลยคุยกับสามีว่าเราโดนถามสงสัยหน้าไม่เหมือนในพาสเห็นฮีดูแล้วดูอีก สงสัยกลัวว่าเราจะหนีมาเป็นอย่างว่า...เอิ่บบบหน้ากะกูรรรร เหมือนมากหรอ  แต่สามีบอกว่าหน้าเราเล็กกว่าในพาส รูปในพาสบานเป็นจานดาวเทียม เลยอาจดูไม่เหมือนมั่ง เฮ้อออ...ลดน้ำหนักไม่ได้เลยสินะ ถ้าจะมา ตปท เดี๋ยวหน้าไม่เหมือน....





พอตรวจเสร็จมารอคนอื่นๆ ที่จุดรับกระเป๋าแล้วก็เดินไปจุดขึ้นรถโค้ช



พอขึ้นรถเราก็ชมบรรยายกาศยามค่ำของเมืองเค้า ดูไม่วุ่นวายเหมือนเวลาค่ำๆที่บ้านเราเท่าไร



ค่ำนี้ทัวร์พาเราไปกิน บักกุ๊ดเต๋ ที่เลืองชื่อของเค้า 


ลูกค้าเยอะมากต้องต่อแถวรอกิน โชคดีรอไม่นานเท่าไร เข้าไปในร้านแคบๆ ที่นั่งก็เหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านเรานี่แหละนั่งเบียดๆกันหน่อย แต่มีที่นั่งสำหรับเด็กให้เราด้วย 


อาหารมีโต๊ะละ 2 ชุด โต๊ะนึ่งนั่ง 10 คน --" เอาน้ำชามาเสริฟกลิ่นเหมือนน้ำชามะลิผสมเก็กฮวย ส่วนพระเอกเค้าคือไอ้ที่เหมือนขาหมูบ้านเราน่ะ รสชาดจืดไปสำหรับคนกินรสจัด แต่หมูเนื้อนุ่มเปื่อยกำลังดี ทัวร์เอาน้ำจิ้มแจ่วบ้านเรามาให้ด้วย มีผัดผักกาดดองให้กินแก้มรสชาดอร่อยดีไม่เค้ม ไม่จืดเกินไป  และทีเด็ดอีกอย่างคือน้ำซุปซีโครงหมู รสชาดก็ดีนะ แต่ซีโครงเหนียวไป กินยาก  ต่อมามีฟองเต้าหู้ผัดโป๊ะหน้ามาด้วยตีนเป็นตุ่น เราว่าไม่โดนเลยสำหรับเรามันจืดๆและตีนเป็ดเหนียวอ่ะ  มีถั่วลิสงมาให้กินแก้มด้วย และอย่างสุดท้ายลืมถ่ายมาคือ ผัดคะน้าฮ่องกงมั่ง เราว่าน่าจะใช่นะ รสชาดจืดไปหน่อยจ้า... 
จบอาหารมื้อแรกของเรา กินไม่ค่อยอิ่มเท่าไรคนเยอะกับมีจำกัดเลยไม่กล้ากินเยอะเกรงจายยยย...

เรานั่งรถโค้ชมาที่โรงแรมชื่อ Riverview Hotel เค้าบอกว่าเป็น รร 3 ดาว  อยู่ด้านชานเมือง แต่ถือว่าห่างจากย่านท่องเที่ยวไม่ไกลมากนะเท่าที่นั่งรถมาแป๊บเดียวเอง คงเพราะเมืองเค้าไม่ได้ใหญ่โตอะไรด้วย



มาดูภายในห้องพักกันบ้างว่า 3 ดาว จะต่างจาก รร ที่บ้านมั้ย

   เริ่มจากเตียงนอน





ต่อมาห้องน้ำค่ะ





สรุปเรื่องห้องพักเราว่าโอเคเลยสำหรับ 3 ดาว เราว่ามีของใช้พร้อม ขาดแค่ไมโครเวฟซึ่งเข้าใจว่า รร ตปท ไม่น่าจะให้ ให้น้ำดื่มคืนละ 2 ขวด ผ้าเช็ดตัวก็เปลี่ยนให้ ซึ่งบาง รร ที่ไทย 3 ดาว บางที่ไม่เปลี่ยนให้ต้องขอถึงจะเปลี่ยน 
  
มีที่ต้องติอยู่เหมือนกัน คือ พรมที่พื้นฝุ่นค่อนข้างเยอะ
เพราะเราลงไปนั่งจัดของที่พื้น สักพักคันตัวมากต้องกินยาแก้แพ้กันเลยทีเดียว อีกอย่างคือที่นอนสปิงยวบไปนิสส เวลาอีกคนพลิกตัวทำเอานอนไม่หลับเลยที่เดียว 

หลังจากเก็บของเสร็จก็เริ่มภาระกิจจัดการลูก แบ่งหน้าที่กับสามี คือ สามีจัดการอาบน้ำแต่งตัวลูก ส่วนเราเอาขวดนมที่กินแล้ว กระบอกเก็บข้าวลูกที่ทำมาจากบ้านไปล้าง เราไม่ได้เอาที่นึ่งขวดนมมาค่ะ เพราะมันคงจะเกะกะลำบากกว่านี้ เราหาข้อมมูลในเนทมีคนแนะนำว่าให้ลวกกับน้ำร้อนในห้องน้ำที่ รร บ้าง หรือต้มน้ำร้อนลวกบ้าง เราเลือกวิธีต้มน้ำร้อนลวกค่ะ พอดีเราเอากาต้มน้ำมาเอง ใหญ่กว่าที่ รร เดือดเร็ว และแน่นอนสะอาดกว่า เพราะไม่ได้ใช้รวมกับใคร 
เราลวก 2 ครั้ง ทั้งไว้ครั้งละประมาณ 5-10 นาที แล้วก็วางพี่งให้แห้งค่ะ ลูกสาวก็ปลอดภัยดีไม่มีอาการท้องเสียหรือปวดท้องใดๆ ถือว่าวิธีนี้ผ่านค่ะ แนะนำคนที่กังวลเรื่องนี้เลย  

วันนี้ขอพักไว้เท่านี้ก่อน เดี๋ยวจะมาต่อนะค่ะ






                                                  Thank You!! ที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ














0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

statistics

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Comment

Sponser

Formulir Kontak

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

Popular Posts